1.ธุรกิจประกันชีวิตปี 2550
โดยภาพรวมของเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประสบปัญหามาตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซับไพร์ม เรื่องค่าเงินดอล์ล่าร์สหรัฐอเมริกาที่อ่อนค่าเงิน เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะลดลง
รวมไปถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เมื่อนำมารวมกับปัญหาราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นมาเป็นระยะซึ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจภายในของประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทยเอง
นับได้ว่าโดยภาพรวมแล้วภาวะเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายมากนัก โดยภาวะเศรษฐกิจปี 2550 นี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นจากปีก่อน ซึ่งพิจารณาได้จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) มีการเติบโตอยู่ที่ระดับ
5% (ปี 2549 มีอัตราการเติบโตที่ 4.5%) ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6.3 ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนลดลงจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.4 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับร้อยละ
1.9 ขณะที่เงินฝากของสถาบันการเงินเริ่มมีการขยัยตัวโตขึ้นหลังจากที่คงตัวมาตลอดปี 2549 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินมีแนวโน้มลดลง อัตราดอกเบี้ยระยะปานกลางมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นแต่จะอยู่ในระยะเวลาอันสั้นเพื่อรอการปรับตัวอีกครั้ง
สภาวะการเมืองภายในประเทศเริ่มมีแนวโน้มที่คลี่คลายภายหลังการเลือกตั้งปลายปี รวมทั้งภาวะการส่งออกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้มีสภาพคล่องหมุนเวียนภายในประเทศเพิ่มขึ้นมาก
สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปี 2550 นี้ ล้วนเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะธุรกิจประกันชีวิตที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก โดยดูได้จากเบี้ยประกันชีวิตของปี 2550 (10 เดือนแรก ของปี) มีอัตราเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตรายใหม่สูงถึง 31% นับว่าเป็นการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 10 ปี และหากอัตราเติบโตของธุรกิจยังคงเติบโตต่อเนื่องในอัตราดังกล่าว จะส่งผลให้เมื่อถึงสิ้นปี 2550 เบี้ยประกันชีวิตรายใหม่ของธุรกิจจะสูงถึง 42,691 ล้านบาท ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป จะมีจำนวน 141,731 ล้านบาท (เติบโตจากสิ้นปี 2549 ร้อยละ 10) นอกจากนี้แล้วเบี้ยประกันชีวิตประเภทชำระครั้งเดียว (Single Premiums) ก็มีการเติบโตที่น่าพอใจเช่นกัน คาดว่าจะมียอดถึง 18,422 ล้านบาท (เติบโตจากสิ้นปี 2549 ร้อยละ 123) ส่งผลให้เบี้ยประกันชีวิตทั้งระบบ ณ สิ้นปี 2550 มีจำนวนถึง 202,844 ล้านบาท และจะมีจำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใหม่เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 2,100,000 กรมธรรม์
ตารางแสดงเบี้ยประกันชีวิต ปี 2549 - 2550
| หน่วย : ล้านบาท |
|
ปี 2549 |
ปี 2550* |
เปลี่ยนแปลง |
เบี้ยประกันชีวิตปีแรก |
32,589 |
42,691 |
31 % |
เบี้ยประกันชีวิตปีต่อไป |
128,511 |
141,731 |
10 % |
เบี้ยประกันชีวิตชำระครั้งเดียว |
8,261 |
18,422 |
123 % |
เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ |
161,100 |
202,844 |
26 % |
หมายเหตุ : 10 เดือนแรก ของปี 2550 เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง ประมาณการณ์เฉพาะ 3 เดือนหลัง
ที่มา : สมาคมประกันชีวิตไทย
ตารางแสดงเบี้ยประกันชีวิต ระหว่างปี 2540 2550
| หน่วย : ล้านบาท |
 |
|
ที่มา : สมาคมประกันชีวิตไทย
|
สาเหตุที่ธุรกิจประกันชีวิตในรอบปี 2550 มีการเติบโตอย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา
น่าจะมีสาเหตุหลักๆไม่กี่ประการ ได้แก่
- พฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลเนื่องมาจากนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง
รวมถึงภาวะการเมืองที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้เศรษฐกิจนิ่งในระดับหนึ่ง
ทำให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค หันมาเก็บออมเงินในรูปแบบต่างๆเพิ่มมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการฝากธนาคาร การลงทุนในกองทุนต่างๆ และการซื้อประกันชีวิต
- การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ก็เป็นผลให้ประชาชนหันมาพิจารณาเลือกซื้อประกันชีวิตที่ได้ประโยชน์ทั้งด้านความคุ้มครอง
และการออมทรัพย์ที่ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์
- นโยบายของรัฐบาลที่อนุญาตให้ผู้เอาประกันชีวิตนำเบี้ยประกันชีวิตในรอบปีสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองเกินกว่า
10 ปี ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการคิดคำนวณภาษีเงินได้ของบุคคลประจำปี
ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท ส่งผลให้ประชาชนรวมทั้งผู้เอาประกันภัยเดิมซื้อประกันชีวิตเพิ่มมากขึ้น
- การที่ธุรกิจประกันชีวิตเองได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น
เพื่อสนองความต้องการของประชาชนภายใต้เงื่อนไขและสถานะการณ์เศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา
เช่นกรมธรรม์ประกันชีวิตตากาฟู กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบชำระเบี้ยประกันภัยครั้งเดียว
หรือกรมธรรม์ที่เปิดโอกาสให้มีทางเลือกด้านการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ก็ตาม
- การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากใช้ช่องทางจัดจำหน่ายโดยตัวแทนประกันชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว
โดยหันมาเพิ่มช่องทางผ่านธนาคารพาณิชย์ ใช้ระบบการขายผ่านทางโทรศัพท์
การขายผ่านองค์กร หรือแม้กระทั่งขายผ่านร้านสะดวกซื้อ
การพัฒนาการให้บริการของบริษัทประกันชีวิตเอง ทั้งการบริการก่อนการขายโดยเน้นคุณภาพของตัวแทนประกันชีวิต
การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง รวมถึงการให้บริการหลังการขาย โดยการตั้งศูนย์บริการลูกค้า หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียน
เป็นต้น
เมื่อพิจารณาถึงผลิตภัณฑ์ที่ผู้เอาประกันภัยนิยมเลือกซื้อ จะพบว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ยังคงเป็นที่นิยมของประชาชนเหมือนเดิม ทั้งนี้บริษัทประกันชีวิตจึงได้พัฒนารูปแบบกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ๆโดยคำนึงถึงความต้องการของประชาชนบนพื้นฐานของกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ โดยเน้นที่กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีระยะเวลาการชำระเบี้ยประกันชีวิตให้อยู่ภายในเวลาที่เหมาะสมไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ผู้เอาประกันภัยมากนัก กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีผลประโยชน์รายปีเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีส่วนร่วมในการลงทุนมากขึ้น กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีส่วนร่วมในผลประกอบการของบริษัทประกันชีวิต (Participated Policy) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหลายบริษัทประกันชีวิตที่ให้ความสนใจกลุ่มลูกค้าในระดับรากแก้ว โดยพัฒนากรมธรรม์ประกันชีวิตเพื่อสนองความต้องการต่อกลุ่มลูกค้าดังกล่าว เป็นลักษณะกรมธรรม์ที่มีความคุ้มครองเหมาะสมกับสถานะของลูกค้า และไม่ก่อให้เกิดภาระในการชำระเบี้ยประกันภัยมากนัก
นอกจากนี้ประชาชนก็ยังให้ความสนใจในกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอในรอบปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี จะมีเบี้ยประกันภัยรับอยู่ในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา คือประมาณ 4,000 ล้านบาท รวมถึงการประกันสุขภาพที่มีเบี้ยประกันภัยในรอบปี 2550 ประมาณ 19,000 ล้านบาท สำหรับการประกันชีวิตกลุ่ม ในรอบปีที่ผ่านมา ก็ได้มีการพัฒนารูปแบบกรมธรรม์ให้มีความเป็นมาตรฐานและเพิ่มความคุ้มครองในส่วนของสัญญาแนบท้ายมากขึ้น สามารถรองรับความต้องต้องของลูกค้าองค์กรได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทต่างๆ หรือแม้แต่จะเป็นสหกรณ์ก็ตาม
ตารางแสดงสัดส่วนเบี้ยประกันชีวิตปีแรก ปี 2550
ช่องทางการจำหน่ายของธุรกิจประกันชีวิตปี 2550
ปัจจุบันธุรกิจประกันชีวิตมีการพัฒนาความหลากหลายของช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น แต่ช่องทางการจัดจำหน่ายหลักของธุรกิจยังคงเป็นตัวแทนประกันชีวิตอยู่ ถึงแม้ว่าการขายผ่านธนาคารหรือ Bancassurance จะถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างมากในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่ก็ยังมีอุปสรรค์บ้างเล็กน้อยสำหรับบางบริษัทประกันชีวิต ขณะที่การขายผ่านทางโทรศัพท์ (Tele Marketing) ก็ถูกพัฒนาขึ้นอย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา ในการดำเนินการผ่านช่องทางการขายนี้ บริษัทประกันชีวิตขนาดใหญ่บางบริษัทได้จัดตั้งเป็นศูนย์อยู่ภายในบริษัทเพื่อให้บริการการขายผ่านทางโทรศัพท์โดยตรง พร้อมทั้งมีหน่วยงานทำหน้าที่ติดตามและประเมินผล ขณะที่บริษัทประกันชีวิตขนาดกลางและขนาดเล็กกลับเลือกวิธีใช้บริการจากบริษัทผู้ให้บริการภายนอก (Out-sources) เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของตนเอง นอกเหนือจากช่องทางการจัดจำหน่ายที่กล่าวมาแล้ว ยังคงมีช่องอื่นๆที่ธุรกิจประกันชีวิตพยายามแทรกเข้าไปเพื่อให้บริการแก่ประชาชนและผู้เอาประกันภัย เช่น การขายผ่านองค์กร ขายผ่านที่ทำการไปรษณีย์ หรือขายผ่านร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น
หากจำแนกประเภทของเบี้ยประกันชีวิตรับ เป็นเบี้ยประกันชีวิตปีแรกและเบี้ยประกันชีวิตปีต่อไป เพื่อดูพฤติกรรมของช่องทางการจัดจำหน่ายจะพบว่า
1. เบี้ยประกันชีวิตปีแรก: ช่องทางการจัดจำหน่ายหลักของธุรกิจประกันชีวิตยังคงเป็นการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 61% รองลงมาเป็น การขายผ่านธนาคาร มีสัดส่วนที่ 31.2% และการขายผ่านทางโทรศัพท์ มีสัดส่วนที่ 4.6%
2. เบี้ยประกันชีวิตปีต่อไป: ช่องทางการจัดจำหน่ายหลักของธุรกิจประกันชีวิตยังคงเป็นการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 89.9% รองลงมาเป็น การขายผ่านธนาคาร มีสัดส่วนที่ 6.5% และการขายผ่านองค์กร มีสัดส่วนที่ 1.7%
ตารางแสดงสัดส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายของเบี้ยประกันชีวิตปีแรก ปี 2550
ที่มา : สมาคมประกันชีวิตไทย
ตารางแสดงสัดส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายของเบี้ยประกันชีวิตปีต่อไป ปี 2550
ที่มา : สมาคมประกันชีวิตไทย
2.แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตปี 2551
ถึงแม้ว่าจะมีปัจจัยด้านลบจากภายนอกประเทศ เช่นภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐอเมริกา ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการที่ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่ต้นปีหน้า น่าที่จะช่วยทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับรู้นโยบายที่ชัดเจนและสามารถนำพาเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปได้ด้วยดี
สำหรับธุรกิจประกันชีวิต การที่หน่วยงานของรัฐอันได้แก่ กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีนโยบายในการช่วยเหลือธุรกิจประกันชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านการปรับปรุงพระราชบัญญัติประกันชีวิต การเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเบี้ยประกันชีวิต การเปิดช่องทางการลงทุนเพิ่มให้กับธุรกิจประกันชีวิต การเสริมสร้างประสิทธิภาพและมาตรฐานของบริษัทประกันภัย ให้มีความมั่นคงและสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นต่อธุรกิจประกันภัย รวมถึงการส่งเสริมบทบาทการให้บริการของธุรกิจประกันชีวิต โดยการส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมระยะยาวด้วยการประกันชีวิต เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่จะมีมากขึ้นในอนาคต สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแต่เป็นแนวทางที่จะพัฒนาธุรกิจประกันชีวิตให้มีความก้าวหน้า และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้เอาประกันภัยทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของภาคธุรกิจเองก็ได้มีการกำหนดแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมการประกันชีวิต เช่น การมีแนวคิดที่จะพัฒนาคุณภาพบุคลากรทางการประกันชีวิต ด้วยการร่วมมือกับสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (Thailand Securities Institute : TSI) ให้จัดทำหลักสูตรพัฒนาบุคลากรของธุรกิจประกันชีวิตให้มีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์และวางแผนทางการเงิน เพื่อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพในอนาคต การจัดทำตำราอ่านเสริมเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การเงินและการประกันชีวิต โดยเน้นการปลูกฝังเยาวชนของชาติทุกระดับชั้นเรียน ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันชีวิตอย่างถูกต้องและเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการประกันชีวิต การขยายการจัดสอบตัวแทนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ออกสู่ศูนย์สอบต่างจังหวัด ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้สมัครสอบสามารถรู้ผลสอบได้ทันทีหลังจากที่สอบเสร็จ การเสนอขอยกเว้นเบี้ยประกันชีวิตกลุ่มที่นายจ้างจ่ายเป็นสวัสดิการให้กับลูกจ้าง ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และอื่นๆ ล้วนจะเป็นการเสริมมาตรการการสนับสนุนที่ได้รับจากภาครัฐทั้งสิ้น
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าธุรกิจประกันชีวิตปี 2551 จะเติบโตได้เป็นอย่างดี และต่อเนื่องจากปี 2550 เป็นอย่างดี
หมายเหตุ : หากต้องการข้อมูลเพิ่มติม ติดต่อได้ที่สมาคมประกันชีวิต ฝ่ายข้อมูลเพื่อพัฒนาธุรกิจ โทร 0-2287-4590
ภาคผนวก
ช่องทางการจัดจำหน่ายของธุรกิจประกันชีวิต ประกอบด้วย
1. ตัวแทนประกันชีวิต
การจำหน่ายผ่านตัวแทนประกันชีวิต ถือว่าเป็นช่องทางการจำหน่ายหลักของธุรกิจประกันชีวิต และเป็นช่องทางแรกที่สามารถเข้าถึงประชาชนพร้อมให้รายละเอียดได้ดีที่สุด ดังนั้นจึงถือว่าช่องทางนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขต่างๆให้ชัดเจนได้ในทันที ดังนั้น ธุรกิจประกันชีวิตจึงได้ให้ความสำคัญกับตัวแทนประกันชีวิตมากที่สุด ด้วยการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพตัวแทนประกันชีวิตให้มีความรู้ความสามารถอย่างมืออาชีพ โดยการยกระดับตัวแทนประกันชีวิตให้เป็น ที่ปรึกษาทางด้านการเงิน (Financial Advisor) ซึ่งสามารถที่จะทำหน้าที่วิเคราะห์และวางแผนทางด้านการเงินการลงทุนให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งได้มีการพัฒนาวิธีการนำเสนอขายโดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการเสนอขายด้วย
2. การขายผ่านธนาคาร ( Bancassurance)
เนื่องจากธนาคารเป็นสถาบันการเงินที่ประชาชนให้ความเชื่อถือ ดังนั้น การนำผลิตภัณฑ์จำหน่ายผ่านธนาคารจึงเป็นช่องทางที่สามารถขยายการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตได้เป็นอย่างดี บริษัทประกันชีวิตที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์กับธนาคารพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับช่องทางการขายนี้อย่างยิ่ง โดยเรียกช่องทางการจำหน่ายชนิดนี้ว่า Bancassurance
3. ช่องทางการขายผ่านทางโทรศัพท์ (Tele Marketing)
นับได้ว่าเริ่มมีความสำคัญเพิ่มขึ้น และอาจขยายเป็นช่องทางการขายหลักในอนาคตได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งนี้ในรอบปีที่ผ่านมาบริษัทประกันชีวิตหลายแห่งได้พัฒนาการขายในรูปแบบนี้ โดยการจัดตั้งศูนย์ขยายงานขึ้นมาภายในบริษัทโดยตรงขณะที่บริษัทประกันชีวิตบางแห่งก็ใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก
4. ช่องทางการขายอื่น
ในปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงได้มีการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายอื่นๆมีขึ้นอย่างหลากหลายเพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม อีกทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกในการซื้อผลิตภัณฑ์ให้มีครอบคลุมทุกที่ อาทิเช่น การขายผ่านองค์กร (Worksite), การขายผ่านไปรษณีย์ (Post Office) และการขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เป็นต้น